วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผิวสวยเปล่ง ปลั่งด้วยวิธีง่ายๆ

ผิวสวยเปล่ง ปลั่งด้วยวิธีง่ายๆ
 

 

  ลองใช้ส่วนผสมต่อไปนี้ที่หาได้ในบ้านของคุณเอง เพื่อเป็นเจ้าของผิวสวยเปล่งปลั่งอย่างที่คุณปรารถนา
         1. น้ำตาลทราย ใช้น้ำตาลทรายผสมกับน้ำมันมะกอก เพื่อขัดผิว เกล็ดน้ำตาลทรายจะช่วยขัดลอกเซลล์ผิวเก่าและทำให้ผิวนุ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันมะกอกจะทำให้ผิวชุ่มชื่น

         2. ข้าวโอ๊ตและนม ผสมข้าวโอ๊ตกับนมแบบไม่พร่องมันเนยทาให้ทั่วใบหน้าและปล่อยให้แห้งราว 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

         3. โยเกิร์ต ทาโยเกิร์ตแบบธรรมชาติลงให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ไม่เพียงแต่ผิวจะรู้สึกสดชื่น มันยังทำให้ผิวของคุณนุ่มนวลและเรียบลื่นอีกด้วย

         4. กล้วยหอม บดให้ละเอียดและผสมกับนมสด ทาทั่วใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วรอดูผิวที่เปล่งปลั่งได้เลย

         5. น้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ผิวคุณจะนุ่มนวลและเปล่งปลั่ง

         6. ไข่ ผสมไข่ดิบกับน้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

         7. มะละกอ บดละเอียดแล้วพอกลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก

         8. แป้งข้าวโพด ผสมกับไข่ขาวและทาทั่วใบหน้าเมื่อใบหน้าแห้ง ซึ่งใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ใช้นิ้วจุ่มน้ำอุ่นและนวดให้ทั่ว ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด



ขอขอบคุณที่มาจาก Lisa

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ว่าด้วยเรื่องน้ำตาล

 



ว่าด้วยเรื่องน้ำตาล

น้ำตาล ถ้าพูดถึงน้ำตาล ทุกคนต้องนึกถึงน้ำตาลเม็ดขาวๆ เป็นถุงๆ จริงๆแล้วน้ำตาลมีหลายแบบโดยแบ่งตามรสชาติ,ลักษณะของน้ำตาล,รสสัมผัส ซึ่งต้องดูว่าจะใช้น้ำตาลแบบไหนให้เหมาะกับอาหารหรือของหวานแบบไหน

น้ำตาลแบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น
  • น้ำตาลทราย (Granulated Sugar) เป็นน้ำตาลที่เราพบเห็นและใช้ประจำ ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีขาว นิยมนำไปใช้ในการทำอาหารต่างๆ มีแบบที่ทำเป็นก้อน 
  • น้ำตาลผง (Powdered Sugar) เป็นน้ำตาลที่บดละเอียด และนำไปผสมกับแป้งข้าวโพด นิยมใช้เป็น น้ำตาลฟรอสติ้ง ,น้ำตาลไอซิ่ง (icing)
  • Raw Sugar เป็นน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการน้อยที่สุด กว่าการทำน้ำตาลชนิดอื่นๆ เช่น มอลลาส (molasses)
  • น้ำตาลทรายแดง (Brown Sugar) ลักษณะน้ำตาลเป็นสีน้ำตาลแดง และมีความชื้นมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ ซึ่งได้สีน้ำตาลมาจากมอลลาส แค่จะเป็นสีน้ำตาลอ่อนกว่า
  • Coarse Sugar. ลํกษณะเป็นน้ำตาลที่มีขนาดเม็ดกลมใหญ่ เหมาะแก่การนำไปตกแต่ง
  • น้ำตาลทรายละเอียด (Super Refined Sugar). ลักษระเป็นผลึกน้ำตาลที่มีขนาดเล็กมาก แต่ใช้ได้เหมือนน้ำตาลทราย แต่ละลายได้เร็ว
  • น้ำตาลเทียม,น้ำตาลลดความหวาน (Artificial/Reduced Sugar Sweeteners) เป็นน้ำตาลที่สังเคราะห์เพื่อลดความหวาน เช่น Aspartame, sucralose, saccharin sugar alcohol and Stevia

บทความโดย FoodieTaste

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สครับน้ำตาลทรายแดงเพื่อผิวอ่อนเยาว์

สครับน้ำตาลทรายแดงเพื่อผิวอ่อนเยาว์ (New!)
 
 

ในกลุ่มคนที่รักสวยรักงามนั้น เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การขัดผิวเป็นหนึ่งในสูตรลัดที่ช่วยฟื้นฟูให้ผิวดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพดีขึ้นได้ แม้จะมีครีมสครับออกมาให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ สาวๆ หลายคนก็จฉลาดที่จะเลือกใช้พืชพรรณธรรมชาติตามแบบฉบับโบราณมาผสมเป็นสครับสูตรเฉพาะของตัวเอง เพราะนอกจากจะได้ความสดใหม่แล้ว ยังปลอดภัยจากอาการแพ้สารเคมี

วันนี้เราขอแนะนำ “สครับน้ำตาลทรายแดง” หนึ่งในสครับไม่กี่ชนิดที่สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย เพราะอ่อนโยนแม้ผิวที่บอบบางหรือแพ้ง่าย
สวยหวานแบบน้ำตาลทรายแดง
สำหรับประโยชน์ต่อผิวพรรณ เห็นหวานๆอย่างนี้ แต่ตัวน้ำตาลทรายแดงเองอุดมไปด้วยกรดผลไม้ช่วยผลัดเซลล์ผิว มีคุณสมบัติ ดูดสิ่งสกปรกและน้ำมันจากรูขุมขนได้ดี สามารถขัดได้เป็นประจำโดยไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน ทั้งยังทำให้สีผิวอ่อนลง ดูผุดผ่องน่าทะนุถนอม เกร็ดละเอียดของน้ำตาลทรายแดง ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างลึกล้ำ ช่วยในระบบน้ำเหลืองหมุนเวียนได้ดี จึงช่วยลบเลือนจุดด่างดำ ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เนียนละเอียดขึ้น แลดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
หากขัดเป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหยาบกร้านตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณหัวเข่า ข้อศอก และตาตุ่ม ให้นุ่มเนียนขึ้นหลังจากใช้เพียงไม่กี่ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังป้องกันความหยาบกร้านไม่ให้กลับมาเกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย น้ำตาลทรายแดงเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้งถึงแห้งมาก อ่อนโยนสามารถใช้ได้ทุกวันอย่างปลอดภัย
วิธีทำสครับสำหรับขัดผิวกาย 
ส่วนผสม

น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
น้ำมันอัลมอนด์ ½ ถ้วย
วิตามินอี ชนิดเหลว 1 ช้อนชา
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ ผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำมันอัลมอนด์และวิตามินอี คนให้เข้ากัน ถ้าผิวแห้งมากให้เติมน้ำผึ้งลงไปด้วย
ปั้นสวย อาบน้ำให้สะอาด เช็ดตัวพอหมาด นำมาขัดบนผิวหมาดๆ สัก 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น 

ที่มา : baanshortawan.net

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"น้ำตาล"ช่วยลดอาการโกรธ (New!)

"น้ำตาล"ช่วยลดอาการโกรธ (New!)
 
 

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลวิจัยที่ว่า การกินน้ำตาลจะช่วยให้คนที่มีอารมณ์โกรธจัดลดความโกรธลงได้รวดเร็วกว่าการ ผ่อนคลายอารมณ์โกรธโดยไม่ได้กินน้ำตาลหรือของหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ขณะที่น้ำตาลเทียมเช่น แอสปาแตม ที่เป็นสารสังเคราะห์นั้นหมดสิทธิ์ที่จะช่วยให้คนหายโกรธได้เร็วขึ้น
ปัจจัยสำคัญคือ "น้ำตาลกลูโคส" ในน้ำตาลธรรมชาตินั้นสามารถให้พลังงานแก่สมองมนุษย์ในช่วงเวลาที่ต้องการ พลังงานสำหรับการควบคุมอารมณ์โกรธได้นั่นเอง

ปกติแล้ว สมองของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3 กิโลกรัมนั้นจะเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสมากถึง 25% ของปริมาณการใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคสทั่วร่างกาย และใช้ออกซิเจนคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการใช้ออกซิเจนของอวัยวะทั้งหมด แต่เมื่อสมองต้องทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงและควบคุมอารมณ์โกรธ สมองจะต้องการพลังงานมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องสั่งการอวัยวะจำนวนมากให้ทำงานในเวลาเดียวกัน

สังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธจะเกิดอาการ "ปรี๊ด" ขึ้นมาที่สมอง ก่อนที่สมองจะสั่งให้ "เหวี่ยง" คนที่ทำให้โกรธ การหายใจจะเร็วขึ้น หน้าจะแดง เพราะเลือดสูบฉีดเข้าไปยังส่วนบนของร่างกาย และเมื่อหายโกรธแล้วจะรู้สึกอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายนำกลูโคสจำนวนมากไปใช้ในช่วงเวลาที่เกิดอาการ "เหวี่ยง"

ศาสตราจารย์ แบรด บุชแมน แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เปิดเผยว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ได้จัดกลุ่มทดลองเป็นอาสาสมัครสองกลุ่มที่ได้ รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม กับอีกกลุ่มหนึ่งได้รับเพียงน้ำมะนาวผสมน้ำตาลเทียมเพื่อให้รสหวาน ก่อนที่จะนำเข้าห้องทดลองที่มีการกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ทดลองทั้งหมดต้องกด ปุ่มที่มีแสงวาบขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษด้วยการฟังเสียงดังเท่าๆ กับเครื่องบินเจ็ตเร่งเครื่องระดับสูงสุด พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำตาลธรรมชาติสามารถลดอารมณ์โกรธได้ เร็วกว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับน้ำตาลเทียมอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกันผลการศึกษาอีกชุดหนึ่งของ ศ.บุชแมนกับทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานระดับรุนแรงมีการลดอารมณ์โกรธได้ดีกว่าบุคคลปกติทั่ว ไป เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าคนปกติ ที่น้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ในตับเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณเกิดอาการโกรธ ลองรับประทานน้ำตาลสักหนึ่งช้อนชาเพื่อช่วยให้คุณควบคุมอาการโกรธได้ดีขึ้น แต่หากควบคุมไม่ให้เกิดอาการโกรธขึ้นมาได้ ยิ่งเป็นการดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องเปลืองเวลาอันมีค่าของสมองในการทำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ชีวิตแล้ว ยังไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อน้ำตาลมารับประทานอีก 

ที่มา : Thaifwd.com