แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sugar แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sugar แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สครับน้ำตาลทรายแดงเพื่อผิวอ่อนเยาว์

สครับน้ำตาลทรายแดงเพื่อผิวอ่อนเยาว์ (New!)
 
 

ในกลุ่มคนที่รักสวยรักงามนั้น เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การขัดผิวเป็นหนึ่งในสูตรลัดที่ช่วยฟื้นฟูให้ผิวดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพดีขึ้นได้ แม้จะมีครีมสครับออกมาให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ สาวๆ หลายคนก็จฉลาดที่จะเลือกใช้พืชพรรณธรรมชาติตามแบบฉบับโบราณมาผสมเป็นสครับสูตรเฉพาะของตัวเอง เพราะนอกจากจะได้ความสดใหม่แล้ว ยังปลอดภัยจากอาการแพ้สารเคมี

วันนี้เราขอแนะนำ “สครับน้ำตาลทรายแดง” หนึ่งในสครับไม่กี่ชนิดที่สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย เพราะอ่อนโยนแม้ผิวที่บอบบางหรือแพ้ง่าย
สวยหวานแบบน้ำตาลทรายแดง
สำหรับประโยชน์ต่อผิวพรรณ เห็นหวานๆอย่างนี้ แต่ตัวน้ำตาลทรายแดงเองอุดมไปด้วยกรดผลไม้ช่วยผลัดเซลล์ผิว มีคุณสมบัติ ดูดสิ่งสกปรกและน้ำมันจากรูขุมขนได้ดี สามารถขัดได้เป็นประจำโดยไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน ทั้งยังทำให้สีผิวอ่อนลง ดูผุดผ่องน่าทะนุถนอม เกร็ดละเอียดของน้ำตาลทรายแดง ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างลึกล้ำ ช่วยในระบบน้ำเหลืองหมุนเวียนได้ดี จึงช่วยลบเลือนจุดด่างดำ ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เนียนละเอียดขึ้น แลดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
หากขัดเป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหยาบกร้านตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณหัวเข่า ข้อศอก และตาตุ่ม ให้นุ่มเนียนขึ้นหลังจากใช้เพียงไม่กี่ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังป้องกันความหยาบกร้านไม่ให้กลับมาเกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย น้ำตาลทรายแดงเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้งถึงแห้งมาก อ่อนโยนสามารถใช้ได้ทุกวันอย่างปลอดภัย
วิธีทำสครับสำหรับขัดผิวกาย 
ส่วนผสม

น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
น้ำมันอัลมอนด์ ½ ถ้วย
วิตามินอี ชนิดเหลว 1 ช้อนชา
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ ผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำมันอัลมอนด์และวิตามินอี คนให้เข้ากัน ถ้าผิวแห้งมากให้เติมน้ำผึ้งลงไปด้วย
ปั้นสวย อาบน้ำให้สะอาด เช็ดตัวพอหมาด นำมาขัดบนผิวหมาดๆ สัก 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น 

ที่มา : baanshortawan.net

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"น้ำตาล"ช่วยลดอาการโกรธ (New!)

"น้ำตาล"ช่วยลดอาการโกรธ (New!)
 
 

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลวิจัยที่ว่า การกินน้ำตาลจะช่วยให้คนที่มีอารมณ์โกรธจัดลดความโกรธลงได้รวดเร็วกว่าการ ผ่อนคลายอารมณ์โกรธโดยไม่ได้กินน้ำตาลหรือของหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ขณะที่น้ำตาลเทียมเช่น แอสปาแตม ที่เป็นสารสังเคราะห์นั้นหมดสิทธิ์ที่จะช่วยให้คนหายโกรธได้เร็วขึ้น
ปัจจัยสำคัญคือ "น้ำตาลกลูโคส" ในน้ำตาลธรรมชาตินั้นสามารถให้พลังงานแก่สมองมนุษย์ในช่วงเวลาที่ต้องการ พลังงานสำหรับการควบคุมอารมณ์โกรธได้นั่นเอง

ปกติแล้ว สมองของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3 กิโลกรัมนั้นจะเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสมากถึง 25% ของปริมาณการใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคสทั่วร่างกาย และใช้ออกซิเจนคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการใช้ออกซิเจนของอวัยวะทั้งหมด แต่เมื่อสมองต้องทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงและควบคุมอารมณ์โกรธ สมองจะต้องการพลังงานมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องสั่งการอวัยวะจำนวนมากให้ทำงานในเวลาเดียวกัน

สังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธจะเกิดอาการ "ปรี๊ด" ขึ้นมาที่สมอง ก่อนที่สมองจะสั่งให้ "เหวี่ยง" คนที่ทำให้โกรธ การหายใจจะเร็วขึ้น หน้าจะแดง เพราะเลือดสูบฉีดเข้าไปยังส่วนบนของร่างกาย และเมื่อหายโกรธแล้วจะรู้สึกอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายนำกลูโคสจำนวนมากไปใช้ในช่วงเวลาที่เกิดอาการ "เหวี่ยง"

ศาสตราจารย์ แบรด บุชแมน แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เปิดเผยว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ได้จัดกลุ่มทดลองเป็นอาสาสมัครสองกลุ่มที่ได้ รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม กับอีกกลุ่มหนึ่งได้รับเพียงน้ำมะนาวผสมน้ำตาลเทียมเพื่อให้รสหวาน ก่อนที่จะนำเข้าห้องทดลองที่มีการกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ทดลองทั้งหมดต้องกด ปุ่มที่มีแสงวาบขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษด้วยการฟังเสียงดังเท่าๆ กับเครื่องบินเจ็ตเร่งเครื่องระดับสูงสุด พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำตาลธรรมชาติสามารถลดอารมณ์โกรธได้ เร็วกว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับน้ำตาลเทียมอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกันผลการศึกษาอีกชุดหนึ่งของ ศ.บุชแมนกับทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานระดับรุนแรงมีการลดอารมณ์โกรธได้ดีกว่าบุคคลปกติทั่ว ไป เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าคนปกติ ที่น้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ในตับเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณเกิดอาการโกรธ ลองรับประทานน้ำตาลสักหนึ่งช้อนชาเพื่อช่วยให้คุณควบคุมอาการโกรธได้ดีขึ้น แต่หากควบคุมไม่ให้เกิดอาการโกรธขึ้นมาได้ ยิ่งเป็นการดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องเปลืองเวลาอันมีค่าของสมองในการทำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ชีวิตแล้ว ยังไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อน้ำตาลมารับประทานอีก 

ที่มา : Thaifwd.com

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558